Tuesday, January 19, 2021

ตูบหน้าดุใจดี เห็นแมวท้องไร้ที่ไป สุดสงสาร อ้อนพ่อขอพาน้องเข้าบ้าน คอยดูแลจนออกลูก

 

ตูบพิตบูลหน้าดุใจดี เห็นแมวท้องไร้ที่ไป สุดสงสาร อ้อนพ่อขอพาน้องเข้าบ้าน แถมคอยดูแลจนให้กำเนิดลูกแมวน้อย จุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่น่ารักชวนยิ้ม

ในขณะที่สุนัขพิตบูลเทอร์เรีย เป็นสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อในด้านความแข็งแกร่ง ซึ่งด้วยความน่าเกรงขามของมันก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกกลัวเกรง หวั่นใจถึงความดุร้ายที่ไม่อาจคาดเดาได้ของเจ้าตูบพันธุ์นี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สุนัขแต่ละตัวนั้นก็มีบุคลิกและนิสัยที่ต่างกันไป แม้ว่าบางตัวอาจจะมีนิสัยดุร้าย แต่ก็ยังคงมีเจ้าตูบพิตบูลบางตัวที่น่ารักอ่อนโยนเป็นที่สุดเช่นกัน

ดังเช่น เจ้าฮาเดส ตูบพิตบูลเทอร์เรีย เพศผู้ จากประเทศเม็กซิโก ซึ่งกลายมาเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ จากความอ่อนหวานใจดีสุด ๆ ผิดกับสีหน้าอันเคร่งขรึมของมัน และครั้งหนึ่งถึงขั้นก่อวีรกรรมแอบพาแมวเข้าบ้าน แถมอ้อนพ่อให้มาช่วยเลี้ยงดูเจ้าแมวที่น่าสงสารด้วยกันอีกต่างหาก


โดยจากรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้าเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ฮวน โฮเซ เป ฟลอเรส เจ้านายของฮาเดส เปิดเผยว่า เท่าที่เขาจำได้ เหมือนกับละแวกบ้านของเขาจะมีเจ้าเหมียวจรจัดอยู่ตัวหนึ่งที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ นั้น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้เข้าไปใกล้ชิดเจ้าเหมียว ถึงขนาดเล่นกันได้ แต่เขาก็มักจะคอยหาอาหารมาให้มันเสมอ

แต่แล้วในวันหนึ่ง เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2563 ขณะที่ฮวนกำลังพักผ่อนชิล ๆ อยู่ที่บ้าน จู่ ๆ ก็มีเสียงใครสักคนเคาะประตูหลังบ้าน เขาจึงเดินไปดู แล้วก็พบว่าผู้ที่มาเคาะประตูก็คือเจ้าฮาเดสของเขานั่นเอง ท่าทางของมันดูหงอย ๆ และพยายามเรียกร้องความสนใจ อยากจะให้เขาลองไปดูที่บ้านสุนัขของมัน

และในตอนนั้นเองที่ฮวนพบว่า ที่แท้เจ้าฮาเดสก็แอบพาแขกตัวน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านสุนัขของมัน และแขกตัวนี้ก็คือเจ้าเหมียวจรจัดที่กำลังตั้งท้องอยู่นั่นเอง แถมมันยังช่วยคาบเอาผ้าห่มมาใส่ไว้ในบ้าน เพื่อมอบความอบอุ่นให้เพื่อนแมวของมันด้วย

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือน้ำใจของตูบตัวโต ที่อยากให้แม่แมวได้มีสถานที่ปลอดภัยสำหรับให้กำเนิดลูกน้อย ซึ่งหลังจากนั้นทั้งฮวนและฮาเดสต่างก็คอยดูแลแม่แมวตัวนี้ กระทั่งมันสามารถให้กำเนิดลูกแมวน้อยที่สุขภาพแข็งแรงมาได้ 2 ตัว

"ผมคิดว่า มันคงรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อของลูกแมวแน่ ๆ" ฮวน กล่าว

 หลังจากแม่แมวออกลูก ฮวนก็ได้นำเอาครอบครัวแมวเหมียวมาอาศัยอยู่ในบ้านของเขา เพื่อที่เขาจะสามารถดูแลพวกมันอย่างใกล้ชิดได้ ช่วงเวลาเหล่านั้นเขาได้สังเกตเห็นถึงมิตรภาพที่เบ่งบานระหว่างแม่แมวและเจ้าตูบของเขา พวกมันจะอยู่ด้วยกันและเล่นกันเสมอ ในเวลาที่แม่แมวไม่ต้องคอยดูแลลูกน้อยแสนซน


              ขณะที่หลายเดือนต่อมา ฮวนก็สามารถหาบ้านหลังใหม่ให้แก่ลูกแมวทั้ง 2 ตัวได้สำเร็จ ในขณะที่แม่แมวตัวนี้ก็ได้รับการตั้งชื่อว่า นิโคล และกลายมาเป็นเพื่อนรักกับฮาเดสในที่สุด นับเป็นเรื่องราวของเจ้าเหมียวตัวน้อย และเจ้าตูบพี่ใหญ่ใจดีที่น่ารักชวนยิ้มสุด ๆ

https://pet.kapook.com/view236573.html


Sunday, January 10, 2021

ฮือฮา พบเสาโลหะลึกลับ ส่องประกายวิบวับ สูง 3 เมตร ตั้งตระหง่านในทะเลทรายลึก

 

พบเสาโลหะปริศนาลึกลับ สูง 3 เมตร ตั้งตระหง่านส่องประกายวิบวับ กลางทะเลทรายไกลโพ้น ในรัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ทำฮือฮา เร่งพิสูจน์หาแหล่งที่มา 

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 เว็บไซต์ Mothership เผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรสัตว์ป่า ของรัฐยูทาห์ ในสหรัฐอเมริกา ออกสำรวจลาดตระเวน ได้พบสิ่งผิดปกติบริเวณพื้นที่ห่างไกลในทะเลทราย


เบรต ฮัตชิงส์ นักบิน เผยว่า เขาทำงานมาหลายปี เจออะไรแปลก ๆ มามาก แต่ไม่เคยเจออะไรที่ดูลึกลับเท่านี้มาก่อน วัตถุประหลาดดังกล่าวมันสะดุดตาและทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก จนต้องรีบตัดสินใจวนเฮลิคอปเตอร์ลงจอด เพื่อไปสำรวจดูใกล้ ๆ

ลักษณะของมันเป็นเสาโลหะมันวาว ความสูงประมาณ 3 เมตร ตั้งตระหง่านขึ้นมาจากพื้นดิน มีฐานที่มั่นคง ที่มาของมันไม่มีใครทราบได้ ยังคงเป็นปริศนา ฮัตชิงส์ เล่นมุกตลกขำ ๆ ในตอนนั้นว่า ถ้าพวกเขาคนใดคนหนึ่งเกิดอยู่ ๆ ก็หายไป คนที่เหลือต้องวิ่งตามมันไป


ฮัตชิงส์ เผยว่า เบื้องต้นพวกเขาคาดเดาว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับองค์กร NASA หรือเกี่ยวกับดาวเทียม แต่ก็ยังไม่มีคำยืนยันจากหน่วยงานใด ว่าวัตถุดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการวิทยาศาสตร์หรืออย่างไร

ขณะเดียวกัน หลังจากกลายเป็นประเด็นถูกเผยแพร่ออกไปก็เกิดเป็นที่วิเคราะห์คาดเดาไปต่าง ๆ นานา มีทฤษฎีสมคบคิดหลายประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว อย่างไรก็ดีฮัตชิงส์ เผยว่า ส่วนตัวเขาเชื่อว่า ลักษณะมันคล้ายสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่าจะเป็นผลงานจากเอเลี่ยนนอกโลก

อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ไม่มีการเปิดเผยพิกัดที่แน่ชัดของเสาโลหะดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้นักผจญภัยที่สงสัยเข้าไปสำรวจโดยพลการ และอาจจะติดอยู่ในพื้นที่นั้น หรือได้รับอันตราย

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่กล่าวว่า การติดตั้งโครงสร้างหรืองานศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาตบนพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย "ไม่ว่าคุณจะมาจากดาวดวงใด" ขณะที่ทางด้านสำนักจัดการที่ดินกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

ขอบคุณข้อมูลจาก mothershipksltv

https://hilight.kapook.com/view/208824

Thursday, January 7, 2021

ช็อก ! น้ำตกน้ำแข็งในรัสเซีย ถล่มทับนักท่องเที่ยวดับ เร่งกู้ร่างถูกฝังกลบ


 

          น้ำตกน้ำแข็งในรัสเซีย เกิดถล่มทับนักท่องเที่ยว เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย รวมทั้งเด็ก และยังสูญหายอีก 4 ราย กู้ภัยเร่งค้นหาร่าง ถูกฝังกลบใต้กองน้ำแข็ง

 

          วันที่ 7 มกราคม 2564 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า เกิดเหตุไม่คาดฝัน น้ำตก Vilyuchinsky ที่กลายเป็นน้ำแข็ง สถานที่ท่องเที่ยวและจุดชมวิวยอดนิยม ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เกิดถล่มลงมาทับกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวน 7 คน และไกด์นำเที่ยว 1 ราย ที่กำลังอยู่ในบริเวณดังกล่าว จมอยู่ใต้กองน้ำแข็งเย็นยะเยือก อุณหภูมิ -11 องศาเซลเซียส

 

          รายงานเผยว่า น้ำตกแห่งนี้ ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกกันว่า Tsar Icicle มีความสูง 131 ฟุต หรือราว 40 เมตร ขณะเกิดเหตุ น้ำแข็งส่วนหนึ่งของน้ำตกเกิดพังถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว พยานในที่เกิดเหตุรายหนึ่ง ได้ช่วยดึงตัวเด็กที่ได้รับบาดเจ็บออกมาได้ทันเวลา
 

          จากเหตุดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และยังมีผู้สูญหายอยู่ที่ใต้กองน้ำแข็งอีก 4 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือค้นหา ส่วนผู้บาดเจ็บได้แก่เด็ก 1 ราย และผู้ใหญ่ 2 ราย ที่ได้รับการช่วยออกมาได้ปลอดภัย ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งโรงพยาบาล
 

ขอบคุณข้อมูลจาก Daily Mail

https://hilight.kapook.com/view/209985

Sunday, June 14, 2020

หมู่บ้านไร้ยุงกลางป่าประเทศจีน ไม่มียุงมาเกือบ 100 ปี ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ

ภาพจาก kknews.cc

เปิดเรื่องราวของหมู่บ้านไร้ยุง บนเขาประเทศจีน หมู่บ้านที่ไม่มียุงมาเกือบ 100 ปี ทั้งที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย กลายเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้

- หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า ติง อู่หลิง (Ding Wuling) อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 700 เมตร บนเนินเขาในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติพืชพรรณเขียวชอุ่ม และแหล่งน้ำต่าง ๆ

- ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ น่าจะต้องมียุงชุกชุม แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มียุงมานานร่วมศตวรรษ จนได้ชื่อว่า หมู่บ้านไร้ยุง และกลายเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

ภาพจาก kknews.cc

- หมู่บ้านติง อู่หลิง เป็นที่อาศัยของชนกลุ่มน้อยฮักกา (Hakka) ซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ คือบ้านหิน

- ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นที่เล่าขาน ไม่ใช่เพราะเรื่องเกี่ยวกับประวัติหรือวัฒนธรรมที่น่าศึกษาค้นหา แต่เป็นเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับการไม่มียุง


- ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า นักวิทยาศาสตร์เคยเข้าไปศึกษาเพื่อหาคำตอบของปริศนานี้หรือไม่ แต่สำหรับชาวบ้าน เชื่อว่าเป็นเพราะหินศักดิ์สิทธิ์รูปคางคก ที่เป็นที่นับถือบูชา โดยเชื่อว่าเป็นตัวแทนของเทพคางคกที่คอยปกป้อง ปัดเป่าดูแลยุงให้อยู่แค่ที่บริเวณอ่าว ไม่ให้เข้ามายังหมู่บ้าน

ภาพจาก kknews.cc

- มีอีกคำอธิบายหนึ่งเกี่ยวกับปริศนานี้ เชื่อมโยงกับนิสัยและพฤติกรรมของชาวบ้านท้องถิ่น คือพวกเขามักจะเก็บขยะแล้วนำมันไปฝังที่เนินเขาถัดไปจากหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านบางกลุ่มเชื่อว่า มันคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มียุงมารบกวนในหมู่บ้าน

ภาพจาก kknews.cc

- หลังจากเรื่องราวของหมู่บ้านถูกนำมาเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2559 และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ชาวท้องถิ่นก็มีความหวังว่าทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะสามารถหาคำตอบได้ว่า ปริศนาที่เล่าขานนั้น แท้จริงเกิดจากอะไร แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววคำตอบของปริศนานี้... 

ภาพจาก kknews.cc

ขอบคุณข้อมูลจาก odditycentral.com
https://hilight.kapook.com/view/203198


Sunday, May 31, 2020

ฝูงลิงแสบ บุกห้องแล็บ ทำร้ายหมอ-จนท. ก่อนขโมยเลือดผู้ป่วย โควิด 19 เผ่นหนีหาย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

        ฝูงลิงขโมยเลือดผู้ป่วย Covid-19 จากห้องแล็บในอินเดีย เจ้าหน้าที่เผย อยู่ดี ๆ ลิงก็บุกเข้ามา โจมตีคน ก่อนขโมยเลือดหนีหาย ทำตะลึงทั้งโรงพยาบาล

         เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและเหลือเชื่อขึ้นที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองมีรัท จังหวัดลัคเนา รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย โดยฝูงลิงจำนวนหนึ่งได้บุกเข้าไปในห้องแล็บของมหาวิทยา โจมตีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ ขโมยตัวอย่างเลือดของผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavisus) ก่อนจะพากันหลบหนีไป

          ดร.เอส.เค การ์จ บุคลากรอาวุโสของมหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า อยู่ดี ๆ ฝูงลิงก็บุกเข้ามาในห้องแล็บ แล้วคว้าเอาหลอดบรรจุเลือดผู้ป่วยติดโรคโควิด 19 ที่กำลังรักษาตัวอยู่ จำนวน 4 คน และพากันหลบหนีไป ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยอีกครั้ง

          เขากล่าวอีกว่า หากลิงสัมผัสกับเลือดของผู้ติดเชื้อแล้วละก็ ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าพวกมันจะติดเชื้อได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการออกมายืนยันว่าลิงสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้

ทางด้านเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไม่มีใครรู้ว่าลิงฝูงนี้ได้เทเลือด หรือทำเลือดหกหล่นหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยซึ่งติดพื้นที่ป่า ต่างหวาดกลัวฝูงลิงเหล่านี้จะแพร่กระจายโรคให้กับชุมชน

          รายงานระบุว่า อินเดียพบเจอกับปัญหาประชากรลิงจำนวนมากบุกรุกเข้ามาในเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์รุกรานพื้นที่ป่าและสถานที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมัน ลิงจึงจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมือง เพื่อหาที่อยู่และหาอาหารกิน พวกมันสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไม่น้อย และบางครั้งพวกมันก็ทำร้ายคน

          สำหรับจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่อินเดียนั้น ปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 165,799 ราย เสียชีวิตแล้ว  4,706 ราย

ขอบคุณข้อมูลจาก Reuters

Friday, May 29, 2020

สวนสนุกญี่ปุ่นกำหนดกฎใหม่ นั่งรถไฟเหาะห้ามกรี๊ด-บ้านผีสิงให้หลอกแบบมีระยะห่าง


          สวนสนุกญี่ปุ่นกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังมาตรการผ่อนปรนโควิด 19 พร้อมกำหนดกฎใหม่ นั่งรถไฟเหาะห้ามกรี๊ด-บ้านผีสิงต้องหลอกแบบรักษาระยะห่าง

          ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด 19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะยาวนานและสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ หลาย ๆ ประเทศเริ่มออกมาตรการผ่อนปรนให้ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่มาพร้อมกับข้อจำกัดในยุค New Normal นี้


          เช่นเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า สวนสนุกในญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้เปิดบริการอีกครั้ง พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยจาก COVID-19 ซึ่งรวมถึงระเบียบพื้นฐานเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัยและการรักษาระยะห่างทางสังคม


         แต่ที่สวนสนุกในญี่ปุ่น มีมาตรการที่แตกต่างจากทั่ว ๆ ไปเพิ่มขึ้นมา นั่นคือ ห้ามตะโกนส่งเสียงดัง หรือกรีดร้อง ระหว่างเล่นรถไฟเหาะ รวมไปถึงเครื่องเล่นหวาดเสียวชนิดอื่น ๆ ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับบ้านผีสิง ก็มีระเบียบข้อกำหนดให้ผีที่ซุ่มหลอกอยู่ด้านในบ้านผีสิง รักษาระยะห่างจากผู้เข้าเล่นด้วย

          นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการให้เจ้าหน้าที่ของสวนสนุกที่สวมชุดมาสคอตตัวการ์ตูน หรือซูเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ห้ามจับมือทักทายหรือสัมผัสใกล้ชิดนักท่องเที่ยว และต้องไม่ทำให้ผู้ชมเกิดความตกใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกรีดร้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดละอองน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสฟุ้งกระจายในอากาศได้ ส่วนร้านจำหน่ายอาหารและของเล่นต่าง ๆ ก็งดให้บริการตั้งของตัวอย่างสำหรับชิม หรือทดลองเล่น

          "แนวทางเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้" กลุ่มผู้ประกอบการเผย พร้อมให้คำมั่นว่าจะศึกษาและดำเนินทุกวิธีทาง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ COVID 19 ต่อไปในได้มากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก Channel News Asia

Thursday, May 28, 2020

หนุ่มโหด วางแผนใช้งูเห่าฆ่าเมียตอนหลับ ชี้อยากเขี่ยทิ้งแต่ไม่อยากหย่า กลัวต้องคืนสินสอด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

          หนุ่มอินเดียคิดเขี่ยภรรยา โยนงูเห่าสังหารเธอตอนหลับ ชี้ไม่ได้พยายามฆ่าภรรยาครั้งแรก ตำรวจคาดก่อเหตุเพราะหวงสินสอด ไม่อยากคืนครอบครัวผู้หญิงถ้าหย่ากัน


          วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์ sky news รายงานว่า ชายอินเดียรายหนึ่งถูกจับกุมฐานต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมภรรยาของตัวเอง ด้วยการโยนงูเห่าใส่ภรรยาตอนหลับ ตั้งใจให้งูพิษร้ายสังหารเธอ ซึ่งทางตำรวจชี้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาก่อเหตุดังกล่าว แต่ผู้ต้องหาได้เคยพยายามสังหารภรรยาตัวเองด้วยวิธีการเดียวกันนี้มารอบหนึ่งแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

          รายงานเผยว่า คู่สามีภรรยา สุรัจ วัย 27 ปี กับ อุตระ วัย 25 ปี แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกวัย 1 ขวบ แต่ดูเหมือนชีวิตสมรสของทั้งคู่จะไม่ราบรื่นนัก สุรัจต้องการเขี่ยอุตระไปให้พ้นจากชีวิต แต่ก็กลัวว่าจะต้องคืนสินสอดจำนวนมากหากมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะกำจัดเธอทิ้งแทน

          ฮาริ ซานการ์ หัวหน้าตำรวจเมืองโกลลัม รัฐเกรละ เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า สุรัจเคยพยายามฆ่าภรรยาด้วยงูพิษมารอบหนึ่งแล้วในเดือนมีนาคม แต่กลับมีคนพาตัวอุตระส่งโรงพยาบาลและเธอได้รับการรักษาจนหายดี ดังนั้น สุรัจจึงต้องลงมือซ้ำอีกครั้ง


          โดยในวันที่ 6 พฤษภาคม สุรัจได้นำงูเห่าใส่ขวดแก้ว แวะไปหาภรรยาซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพ่อแม่ของเธอ จากนั้นเขาก็ฉวยโอกาสตอนที่เธอหลับ โยนงูพิษนี้ใส่ภรรยาจนทำให้เธอถูกงูกัด

          พ่อแม่ของอุตระเริ่มสงสัยในตัวลูกเขย หลังจากที่เขาโผล่มาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในบ้านของอุตระ ซึ่งจากการสอบสวนก็พบว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุจริง ๆ โดยเจ้าหน้าที่พบขวดแก้วที่สุรัจใช้ในการใส่งู และจะนำมาเป็นหลักฐานในคดี

          ทั้งนี้ ทางตำรวจได้จับกุมตัวสุรัจ พร้อมกับหมองู วัย 47 ปี ที่ขายงูให้กับสุรัจแล้ว โดยพบว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน และมีหลักฐานว่าพวกเขาเพิ่งติดต่อกันก่อนเกิดเหตุดังกล่าว ขณะนี้ทางตำรวจได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมต่อสุรัจ และตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกันกับพ่อแม่ของเขาด้วย โดยทางตำรวจยืนยันจะทำคดีอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาได้รับอนุญาตประกันตัว

           อนึ่ง ทางตำรวจทราบข้อมูลว่าสุรัจซึ่งเป็นพนักงานบริษัทด้านการเงิน ได้แต่งงานกับภรรยาโดยมีสินสอดจำนวนมาก ทั้งเหรียญทองคำ 100 เหรียญ รถยนต์คันใหม่ และเงินสดอีก 500,000 รูปี (ราว 210,000 บาท) ซึ่งเขากลัวว่าจะต้องคืนสินสอดทั้งหมดให้ครอบครัวฝ่ายหญิง หากเขาทำเรื่องหย่าขาดจากเธอ

ขอบคุณข้อมูลจาก sky news 

https://hilight.kapook.com/view/202643#cxrecs_s