Tuesday, April 26, 2016

เปิดตำนานคนสองหน้า ผู้มีหน้าปิศาจคอยกระซิบจนต้องฆ่าตัวตาย



ภาพหุ่นขี้ผึ้ง เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก

          เปิดตำนานเรื่องเล่าสยองขวัญของ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก ชายหนุ่มรูปงามผู้เพียบพร้อม แต่เกิดมาพร้อมใบหน้าปริศนาที่ด้านหลังศีรษะ คอยกระซิบเรื่องราวต่าง ๆ จนเขาต้องฆ่าตัวตาย

          เป็นที่รู้กันดีว่า โลกของเรายังมีเรื่องราวประหลาดอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการไขปริศนา และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องเล่าของ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก (Edward Mordake) ชายหนุ่มชาวอังกฤษที่เกิดมาพร้อมใบหน้าอีกหนึ่งที่อยู่ด้านหลังกะโหลกศีรษะ ใบหน้า มันไม่ใช่เนื้องอกหรือแฝดกินแฝดแน่นอน เพราะใบหน้าที่ว่า สามารถเสดงความรู้สึก พูดคุย กินอาหาร และยังสามารถร้องไห้โฮจนน้ำตาหยดแหมะได้อีกด้วย

          อันที่ จริงแล้ว เรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานชัดเจนที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเรื่องของเขาเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงตำนานเล่าขานปากต่อปากเท่านั้น แต่มันก็มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ว่าด้วยเรื่องประหลาดบนหลังหัวของ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก อยู่เพียง 2 ชิ้น และนั่นก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องลึกลับที่ทรงอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังพอควร แม้จะมีแนวโน้มเป็นเพียงแค่ "ตำนาน" เท่านั้น

          เรื่องเล่าเกี่ยวกับมอร์เดก ปรากฏครั้งแรกในฐานะเรื่องสั้นของ ชาร์ลส์ โลติน ฮิลเดรธ (Charles Lotin Hildreth) ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ บอสตัน โพสต์  ซึ่งเป็นบทความที่รวบรวมมนุษย์พันธุ์ประหลาดเอาไว้มากมาย โดย ชาร์ลส์ ก็ได้อ้างว่า ทุกอย่างที่เขาเขียนคือเรื่องจริง ที่อ้างอิงมาจากรายงานในวารสาร รอยัล ไซแอนทิฟิก โซไซตี้  (Royal Scientific Society)

ภาพหุ่นขี้ผึ้ง เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก


         ภายหลังในปี 1896 มีสารานุกรมการแพทย์ชื่อ ความผิดปกติและความแปลกประหลาดทางการแพทย์ (Anomalies and Curiosities of Medicine) เขียนโดย จอร์จ เอ็ม. โกลด์ ซึ่งมีการเล่าเรื่องของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก เอาไว้ดังนี้

          เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก เป็นชายหนุ่มในตระกูลสูงศักดิ์ของอังกฤษ มีหน้าตาหล่อเหลา เฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์ด้านดนตรีอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่น่าเสียดายที่เขาต้องพบกับชะตากรรมสุดเศร้า เพราะเกิดมาพร้อมกับใบหน้าพิเศษ ที่อยู่ด้านหลังศีรษะของเขานั่นเอง

          ใบหน้าด้านหลังของเอ็ดเวิร์ด ดูอย่างไรก็เป็นใบหน้าของคนจริง ๆ มันชัดเจน และมีสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง จนถึงขนาดที่สามารถพูดคุย กินอาหาร และร้องไห้ได้เป็นวรรคเป็นเวร เอ็ดเวิร์ดเรียกมันว่า "แฝดปิศาจ"

          บ้างก็ว่า แฝดปิศาจของเขาเป็นใบหน้าของผู้ชาย ในขณะที่บางแหล่งบอกว่ามันเป็นใบหน้าของหญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เอ็ดเวิร์ดก็ไม่เคยได้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนคนปกติทั่วไป เขาเล่าว่า แฝดปิศาจมักจะกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงคล้ายทูตนรก บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ และเรื่องราวชวนขนหัวลุกในทุกคืน

          เอ็ดเวิร์ดเคยขอร้องให้แพทย์หลายรายผ่าตัดเอาหน้าปิศาจนี้ออกไปจากชีวิต แม้ว่าตัวจะต้องตายเขาก็ไม่เสียใจ แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยมีแพทย์คนไหนกล้าทำตามที่เขาขอ จนกระทั่งเขาตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในวัย 23 ปี พร้อมทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง

          ใน จดหมายระบุว่า ขอให้นำหน้าปิศาจนี้ออกจากร่างกายของเขา และเผาทำลายมันทิ้งเสีย อย่าให้มันติดไปกับตัวเขาตอนฝังศพ เพราะเขากลัวเหลือเกินว่า มันจะยังคงตั้งหน้าตั้งตา กระซิบกระซาบเรื่องขนพองสยองเกล้าให้เขาฟังในหลุมศพต่อไป... และตามคำขอ ครอบครัวจัดการให้ศพของเอ็ดเวิร์ดถูกฝังไว้ใต้ดินของที่ฝังกลบขยะ โดยไม่มีป้ายหลุมศพ หรือแผ่นหินใด ๆ ที่จารึกชื่อของเขาเลย

ภาพ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก จาก American Horror Story
  
         เรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก กลายเป็นหนึ่งในตำนานสยองขวัญคลาสสิก ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หลายอย่าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น บทเพลงชื่อ Poor Edward ของ ทอม เวตส์ ในอัลบั้ม Alice และในซีรีส์ American Horror Story : Freak Shows ตอน Edward Mordrake

          เชื่อกันว่า อันที่จริงแล้ว เอ็ดเวิร์ดป่วยเป็นโรคชื่อ ไดโปรโซปุส (diprosopus) แปลตามภาษาละตินได้ว่า "คนสองหน้า" เป็นโรคหายากชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมโดยกำเนิด ขณะที่มนุษย์เริ่มมีพัฒนาการในครรภ์ ร่างกายจะสร้างยีนชื่อ Sonic hedgehog (SHH) ที่ใช้กำหนดรูปร่างลักษณะใบหน้าและสมอง และจะสร้างโปรตีนชื่อเดียวกันในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ

          หากโปรตีน SHH ถูกสร้างมากเกินไป มันจะสร้างใบหน้าซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดภาวะไดโปรโซปุส และทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นเด็กสองหน้า แต่หากโปรตีน SHH ถูกสร้างน้อยเกินไป จะนำมาซึ่งภาวะตรงกันข้าม เช่น ภาวะไซโคลเปีย (Cyclopia) หรือเด็กตาเดียวนั่นเอง

ภาพจาก be-in, benix
ขอบคุณข้อมูลจาก thehumanmarvels
http://hilight.kapook.com/view/135895

No comments:

Post a Comment